นโยบายการบริหารราชการ
ของพลตำตรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา
ผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙

วิสัยทัศน์ (Vision)

“ เป็นหลักประกันความยุติธรรม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่มีมาตรฐานสากล ”

แนวทางการปฏิบัติงาน

ข้าราชการตำตรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายมีภาระกิจและหน้าที่ซึ่งต้องสัมผัสและใกล้ชิดกับประชาชนโดยตรง มีผลในทางที่เป็นคุณและเป็นโทษกับประชาชน หากข้าราชการตำตรวจดำรงตนในความยุติธรรม สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ประชาชนย่อมเกิดความรัก ความศรัทธา และเชื่อมั่นการปฏิบัติงานของตำตรวจอันจะนำมาซึ่ง การให้ความร่วมมือยอมรับและมีส่วนร่วมในการสนับสนุนต่างๆ ของตำตรวจให้ลุล่วงไปได้ด้วย
๑. เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
๒. กรุณาปราณีต่อประชาชน
๓. อดทนต่อความเจ็บใจ
๔. ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
๕. ไม่มักมากในลาภผล
๖. มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
๗. ดำรงตนในยุติธรรม
๘. กระทำการด้วยปัญญา
๙. รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต


นโยบายการบริหารราชการ

ภายใต้การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และกรอบ แนวทางในการปฏิบัติงาน ตามยุทธศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๖๔ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีมติเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยให้ถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วน ที่จะต้องร่วมกันขับเคลื่อนให้ปรากฏผลชัดเจน เป็นรูปธรรม ดังนี้
๑. การพิทักษ์ ปกป้อง และเทิดพระเกียรติเพื่อความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
๒. การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม
๓. การป้องกันปราบปรามและลดระดับอาชญากรรม
๔. การแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ
๕. การเร่งรัดขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุค ประชาคมอาเซียน
๖. การเสริมสร้างความสามัคคี และการบำรุงขวัญข้าราชการ ตำรวจ

๑. การพิทักษ์ ปกป้อง และเทิดพระเกียรติเพื่อความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

๑.๑ ให้ถือว่าการถวายความปลอดภัย เป็นภารกิจส าคัญสูงสุด โดยให้ด าเนินการ ตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๗ และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด
๑.๒ รณรงค์ เสริมสร้าง และปลูกฝังจิตสำนึกของคนในชาติให้ มีความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างทั่วถึงและเป็น รูปธรรม
๑.๓ พัฒนาระบบการเฝ้าระวัง ตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่าย เป็นความผิดต่อสถาบัน รวมถึงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง ต่างๆ โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่มีลักษณะเนื้อหา ไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อสถาบัน และให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาดทุกราย
๑.๔ กำหนดให้มีการซักซ้อมแผนการปฏิบัติ แผนเผชิญเหตุใน การปฏิบัติภารกิจ ด้านการถวายความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
๑.๕ ส่งเสริม สนับสนุน และปฏิบัติตามโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ และตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อย่างเต็ม กำลัง ความสามารถ

๒. การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม

๒.๑ พัฒนาระบบงานด้านการข่าว ให้มีการบูรณาการและ ประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานด้านการข่าวทั้งภายในและภายนอก ประเทศอย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับใช้ประกอบการกำหนด แผนการปฏิบัติและมาตรการต่างๆ
๒.๒ พัฒนาขีดความสามารถและสมรรถนะของชุดปฏิบัติการ พิเศษ ให้กับหน่วยปฏิบัติระดับกองบัญชาการทุกแห่ง รวมตลอดไปถึงหน่วยงานระดับกองบังคับการ
๒.๓ กำหนดมาตรการและขั้นตอน การบริหารเหตุการณ์ในสถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจน เป็นระบบและมีเอกภาพในการบังคับบัญชา โดยให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุในสถานการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
๒.๔ บังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ รวมตลอดถึงประกาศ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด
๒.๕ พัฒนาระบบการ ตรวจสอบบุคคลเข้า-ออกราชอาณาจักร ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคง การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบต่างๆ
๒.๖ กำหนดมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการ ท่องเที่ยว และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวถูก ฉ้อโกง เอารัดเอาเปรียบ และเกิดความเชื่อมั่น ปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน
๒.๗การแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางใน การปฏิบัติงาน มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจและแสวงหาความ ร่วมมือจากประชาชน ผู้นำท้องถิ่น และผู้นำศาสนาในพื้นที่
๒.๘การแก้ไขปัญหาการจราจร มุ่งเน้นการให้บริการ เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ขององค์กร สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน และจัดให้มีการควบคุมและสั่งการจราจรในภาพรวมของพื้นที่ที่มีปัญหาการจราจร ติดขัด ให้เป็นแบบบูรณาการสอดประสานกันในแต่ละพื้นที่

๓. การป้องกันปราบปรามและลดระดับอาชญากรรม
พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงพระราชทานให้กับข้าราชการตำรวจ
ในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน ความว่า ...
“ การจับผู้ร้ายนั้นไม่ถือเป็นความชอบ เป็นแต่นับว่าผู้นั้น ได้กระทำการครบถ้วนแก่หน้าที่เท่านั้น
แต่จะถือเป็นความชอบต่อเมื่อได้ปกครองป้องกันเหตุร้าย ให้ชีวิตและทรัพย์สินของข้าแผ่นดิน
ในท้องที่นั้นอยู่เย็นเป็นสุขพอควร ”


๓.๑ มุ่งเน้นการป้องกันอาชญากรรมเป็นเป้าประสงค์หลัก ด้วยการควบคุมอาชญากรรมทั้งในมิติของอัตราการเกิดเหตุ และระดับความรุนแรงของการเกิดเหตุ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวภัยอาชญากรรมน้อยลง และหากเกิดคดีขึ้นต้องเร่งจับกุมให้ได้โดยเร็ว
๓.๒การปฏิบัติงานของตำรวจ ต้องทำให้เป็นหลักประกันด้านความปลอดภัย และความยุติธรรมที่มีมาตรฐาน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นองค์กรภาคเอกชน และประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ
๓.๓ การควบคุมสถานที่เสี่ยง แหล่งมั่วสุม รวมทั้งแหล่ง อบายมุขต่างๆ ให้ดำเนินการตามนโยบายการจัดระเบียบสังคม การปราบปรามการซื้อขายอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างจริงจัง และให้มีการ ระดมกวาดล้างอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง
๓.๔ พัฒนาศักยภาพบุคลากร และระบบงานของงานสืบสวน งานสอบสวน งานนิติวิทยาศาสตร์ และงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและส่งเสริมสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานทั้งระบบ
๓.๕ จัดทำฐานข้อมูลด้านการสืบสวน เช่น แผนประทุษกรรม ประวัติผู้ต้องหาหมายจับ เป็นต้น ให้เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ และให้ทุกหน่วยสร้างเครื่องมือสืบสวนล่วงหน้าไว้ให้ครบถ้วน เช่น จุดติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด การเชื่อมสัญญาณกล้องและข้อมูลท้องถิ่นอื่นๆ เป็นต้น
๓.๖ จัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาคนหาย/เด็กหายพลัดหลงและศพนิรนาม เพื่อให้มีการตรวจสอบติดตามคนหาย เด็กหาย พลัดหลง หรือศพนิรนามและมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
๓.๗ ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญต่างๆ ของรัฐบาลให้ปรากฏผลชัดเจนเป็นรูปธรรม เช่นการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การค้ามนุษย์ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมรวมถึงการลักลอบค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชโดยผิดกฎหมาย เป็นต้น

๔. การแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ

๔.๑ มุ่งเน้นการปราบปรามจับกุมผู้ผลิต ผู้ค้าผู้ลำเลียงยาเสพติดในทุกระดับ โดยให้มีการซักถาม สืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายผู้ร่วมบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย ตามมาตรา ๑๐๐/๒ แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษพ.ศ.๒๕๒๒
๔.๒ ดำเนินการตามมาตรการสมคบมาตรการทางทรัพย์สิน ทั้งการยึดทรัพย์และการฟอกเงินกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดตาม กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อทำลายเส้นทางทางการเงินของเครือข่ายขบวนการลักลอบผลิตและค้ายาเสพติด
๔.๓ จัดระบบการเร่งรัดสืบสวนติดตามจับกุมบุคคลตาม หมายจับในคดียาเสพติดโดยให้มอบหมายข้าราชการตำรวจสืบสวน ติดตามจับกุมตามหมายจับแต่ละหมายให้ชัดเจน และให้ผู้บังคับบัญชา ควบคุม กำกับดูแล และติดตามความคืบหน้าทุกระยะ
๔.๔ มุ่งเน้นการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงขนส่งยาเสพติดจาก พื้นที่ตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลำเลียงยาเสพติดเข้าไปพื้นที่ชั้นใน หรือแหล่งชุมชนรวมทั้งสถานศึกษาต่างๆ
๔.๕ ส่งเสริมสนับสนุน และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรม โครงการด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน สถานศึกษา และสถานประกอบการต่างๆ เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด และไม่ให้มีผู้เสพรายใหม่เกิดขึ้น
๔.๖ เสริมสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศไทย
๔.๗ ดำเนินการทั้งทางอาญา ทางวินัย และทางปกครองกับข้าราชการตำรวจที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับยาเสพติดอย่าง เด็ดขาด

๕. การเร่งรัดขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุค ประชาคมอาเซียน

๕.๑ ปรับรื้อระบบงานของตำรวจทั้งระบบให้สอดคล้องกับมาตรฐาน การปฏิบัติงานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยใช้เทคโนโลยีช่วยใน การบริหารงานทั้งระบบ
๕.๒ พัฒนาศักยภาพของข้าราชการตำรวจให้มีความรู้ ทักษะทางภาษาอังกฤษภาษาอื่นๆ ของประเทศสมาชิกอาเซียนและปรับปรุงภูมิทัศน์ ป้ายอาคารสถานที่ทำการ รวมตลอดถึงยานพาหนะต่างๆ ของตำรวจให้มีรูปแบบเดียวกันเป็นมาตรฐานสากล
๕.๓ สร้างเครือข่ายในทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีภาคปฏิบัติรวมถึงเครื่องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของตำรวจ
๕.๔ จัดระบบ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและ กำหนดช่องทางในการประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายและ หน่วยงานด้านความมั่นคงของ ต่างประเทศ เพื่อร่วมกันหยุดยั้งภัยคุกคาม จากอาชญากรรมทุกรูปแบบ
๕.๕ ผลักดันให้ จัดส่ง ข้าราชการ ตำรวจ ไปทำหน้าที่ผู้ ประสานงานประจำสถานทูตต่างๆ ให้ครอบคลุมประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงประเทศอื่นๆ
๕.๖ การให้บริการประชาชน ต้องเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.๒๕๕๘
๕.๗ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ในยุคประชาคมอาเซียนตามนโยบายของรัฐบาล

๖. การเสริมสร้างความสามัคคี และการบำรุงขวัญข้าราชการ ตำรวจ

พระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล
เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙ ความว่า …
“สามัคคี คือการเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิธีทาง
เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็งด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่าง ตรงไปตรงมา
นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมนั้น คือความมั่นคงของบ้านเมือง”

๖.๑ พัฒนาคุณภาพชีวิตตำรวจให้มีความสุขในการปฏิบัติงาน ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานและจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานให้เพียงพอ โดยไม่ให้เป็นภาระของข้าราชการตำรวจต้องนำเงินส่วนตัวไปจัดซื้อจัดหามาใช้ในราชการกันเอง
๖.๒ ปรับปรุงสวัสดิการของตำรวจ เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทน โครงการอาหารกลางวัน การรักษาพยาบาล และสถานที่พักอาศัย เป็นต้น
เพื่อให้ตำรวจมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถอยู่ได้อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี
๖.๓ ให้มีการจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรมและเสริมสร้างความ สามัคคีในหมู่คณะ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างต่อเนื่อง
๖.๔ จัดให้มีศูนย์ให้คำปรึกษา แนะนำช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาทางแพ่งทางปกครอง และทางวินัยอันเนื่องมาจากการปฏิบัติราชการ ตามอำนาจหน้าที่